เราออกเดินทางจากเมืองในบ่ายวันหนึ่ง
รถหลายคันมุ่งหน้าไปยังพื้นที่กางเต็นท์เดียวกัน
ผู้คนหลากหลายวัย หลากหลายตัวตน
สิ่งที่เหมือนกันมีอย่างเดียว—เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน LGBTQ+ และต้องการ “พื้นที่พักใจ”
เมื่อสัญญาณโทรศัพท์เริ่มหาย เสียงเมืองก็เงียบลง
สิ่งที่ดังขึ้นแทนคือเสียงลม ใบไม้ และบทสนทนาธรรมดาๆ
ที่ไม่ต้องระวังคำพูด
ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตั้งคำถามว่า “เป็นอะไร”
พื้นที่ที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวตน
การกางเต็นท์ร่วมกันไม่ได้มีพิธีรีตอง
ไม่มีบทบาทที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
ใครถนัดอะไรก็ทำสิ่งนั้น
ตั้งเต็นท์ ก่อไฟ ทำอาหาร ล้างจาน
ทุกอย่างเกิดขึ้นจากความสมัครใจ
ในพื้นที่นี้ ไม่มีคำว่า “เหมาะสม” หรือ “ไม่เหมาะสม”
ไม่มีใครต้องทำตัวให้ตรงกับเพศสภาพหรือภาพจำของสังคม
เราถูกอนุญาตให้เป็นตัวเองอย่างที่เป็น
กองไฟ บทสนทนา และการเยียวยาที่ไม่ตั้งใจ
เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ทุกคนนั่งล้อมกองไฟ
บทสนทนาเริ่มจากเรื่องเล็กน้อย
แล้วค่อยๆ ไหลไปสู่เรื่องที่ไม่ค่อยมีพื้นที่ให้พูดในชีวิตประจำวัน
เรื่องการเติบโตในครอบครัวที่ไม่เข้าใจ
เรื่องการต้องซ่อนตัวตนในที่ทำงาน
เรื่องความเหนื่อยจากการใช้ชีวิตในสังคมที่ยังไม่เท่าเทียม
ไม่มีใครเร่งให้เข้มแข็ง
ไม่มีใครบอกให้คิดบวก
แค่ฟังกันจริงๆ
และนั่นเพียงพอแล้ว
สุขภาวะที่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเรียกชื่อ
การอยู่กลางธรรมชาติทำให้ร่างกายได้ขยับ
เดิน แบกของ ทำอาหาร นอนตามจังหวะของแสงแดด
ร่างกายได้พักจากหน้าจอ
จิตใจได้พักจากการป้องกันตัวเอง
อารมณ์ที่ถูกเก็บไว้มีที่ให้ระบาย
ความสัมพันธ์ค่อยๆ ก่อตัว
ไม่ใช่จากความเหมือน
แต่จากความเข้าใจ
นี่คือ Well-being ที่ไม่ได้เกิดจากกิจกรรมบำบัด
แต่เกิดจากความรู้สึกว่า
“เราไม่ได้อยู่คนเดียว”
มากกว่าการท่องเที่ยว คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัย
การกางเต็นท์ร่วมกันของชุมชน LGBTQ+
ไม่ใช่แค่กิจกรรมพักผ่อน
แต่คือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยชั่วคราว
ที่ร่างกาย จิตใจ และตัวตน
ได้รับการยอมรับพร้อมกัน
ในสังคมที่ยังไม่เปิดพื้นที่ให้ทุกคนอย่างเท่าเทียม
การมีพื้นที่เล็กๆ ที่เราไม่ต้องอธิบายตัวเอง
อาจเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่
“บางพื้นที่ ก็ทำให้เราอบอุ่น และตัวตนของเราไม่ได้หายไป เป็น camp safe – camp self อย่างแท้จริง”
