เพราะ “ความกลัว” เป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของมนุษย์ หากเกิดความกลัวก็จะทำให้มนุษย์หลีกเลี่ยงกับสิ่งที่กลัว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบในแง่ลบต่อมนุษย์ทั้งร่างกายและจิตใจ
จอร์จ ไวน์เบิร์ก นักจิตวิทยาจากสหรัฐฯ ผู้คิดคำว่า ‘โฮโมโฟเบีย‘ (Homophobia) หรือ การเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 1960 นิยามการเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกันไว้ว่า “ความกลัวการเข้าใกล้คนรักเพศเดียวกัน“
ภาษากรีกคำว่า “โฟเบีย” (phobia) หมายถึง ความกลัวอะไรบางอย่างโดยปราศจากเหตุผล
“ความกลัว” เป็นเรื่องปกติทั่วไป แต่หากมีความกลัวเกินกว่าปกติ เรียกว่า “โรคกลัว“ หรือ “โฟเบีย” (Phobia)

โฮโมโฟเบีย – Homophobia สามารถเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ได้แก่
1. โฮโมโฟเบียทางสังคม: การเลือกปฏิบัติหรือกีดกันคนที่มีความหลากหลายทางเพศในที่สาธารณะ โรงเรียน ที่ทำงาน หรือสภาพแวดล้อมทางสังคมอื่น ๆ
2. โฮโมโฟเบียในระดับบุคคล: ความรู้สึกกลัว ไม่ชอบ หรือมีทัศนคติในทางลบต่อบุคคลที่มีรสนิยมทางเพศเดียวกันในระดับบุคคล เช่น ความรู้สึกไม่พอใจ หรือรู้สึกไม่สบายใจเมื่อพบเจอคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
3. โฮโมโฟเบียในระดับภายในตัวเอง (Internalized Homophobia): ความรู้สึกละอายใจหรือไม่ยอมรับตัวเองที่เป็นบุคคลหลากหลายทางเพศ อาจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลได้รับการปลูกฝังจากสังคมว่าเพศวิถีของตนเองเป็นสิ่งผิด
โฮโมโฟเบียสามารถส่งผลกระทบได้ทั้งต่อบุคคลและสังคม เช่น
• ผลกระทบต่อสุขภาพจิต: ผู้ที่ต้องเผชิญกับโฮโมโฟเบียมักรู้สึกเครียด ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจในตัวเอง และอาจมีปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ
• การเลือกปฏิบัติและการกีดกัน: บุคคลหลากหลายทางเพศมักต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน โรงเรียน หรือในสภาพแวดล้อมทางสังคมอื่น ๆ
• ความไม่เท่าเทียมทางกฎหมายและสิทธิมนุษยชน: ในหลายประเทศ บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศยังไม่ได้รับการคุ้มครองหรือมีสิทธิตามกฎหมายเท่าเทียมกับคนอื่น ๆ
แนวทางการลดโฮโมโฟเบีย
1. การให้ความรู้และเพิ่มความเข้าใจ: การศึกษาที่เกี่ยวข้องกับเพศวิถีและอัตลักษณ์ทางเพศสามารถช่วยลดความเข้าใจผิดและส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลายทางเพศได้
2. การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม: การได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากครอบครัว เพื่อน และสังคมสามารถสร้างความมั่นใจและช่วยลดผลกระทบจากโฮโมโฟเบียได้
3. การสนับสนุนสิทธิมนุษยชน: การสนับสนุนสิทธิที่เท่าเทียมกันและการปกป้องสิทธิของบุคคลหลากหลายทางเพศในกฎหมายช่วยสร้างความเท่าเทียมในสังคม

ในปัจจุบัน สังคมไทยเริ่มมีการเปิดรับและยอมรับความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ยังคงมีอุปสรรคหลายประการที่เกี่ยวข้องกับ โฮโมโฟเบีย (Homophobia) ซึ่งเป็นการกลัวหรือไม่ยอมรับคนที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น เกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล และเพศทางเลือกอื่นๆ การตระหนักและเข้าใจปัญหาโฮโมโฟเบียในสังคมไทยจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมและไม่แบ่งแยก
แม้ว่าประเทศไทยจะได้รับการยอมรับในแง่ของการเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการยอมรับความหลากหลายทางเพศได้มากกว่าหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคเดียวกัน แต่ความจริงแล้ว ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้โฮโมโฟเบียยังคงฝังแน่นในสังคมไทย เช่น
1. วัฒนธรรมและความเชื่อดั้งเดิม: ความเชื่อทางศาสนาและค่านิยมที่ฝังรากลึกทำให้บางกลุ่มในสังคมมองคนที่มีความหลากหลายทางเพศในแง่ลบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือในชุมชนที่ยังคงรักษาความเชื่อดั้งเดิม
2. การขาดความรู้และการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง: หลายครั้งที่โฮโมโฟเบียเกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศและการสร้างภาพลักษณ์เชิงลบในสื่อต่างๆ ทำให้เกิดอคติต่อคนที่มีความหลากหลายทางเพศโดยไม่รู้ตัว
3. กฎหมายและการคุ้มครองสิทธิที่ยังไม่เท่าเทียม: แม้ว่าจะมีความพยายามในสังคมไทยที่จะสนับสนุนสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่กฎหมายบางอย่างยังคงไม่ให้การคุ้มครองอย่างเต็มที่ ซึ่งสร้างอุปสรรคให้กับการยอมรับในสังคม
โฮโมโฟเบียในสังคมไทยสร้างผลกระทบทั้งทางด้านจิตใจและสังคมต่อคนหลากหลายทางเพศอย่างมาก โดยสามารถจำแนกได้เป็นผลกระทบหลัก ๆ ดังนี้
1. ผลกระทบต่อสุขภาพจิต: คนที่ต้องเผชิญกับโฮโมโฟเบียมักรู้สึกโดดเดี่ยว ซึมเศร้า ขาดความมั่นใจ และในบางกรณีอาจถึงขั้นทำร้ายตัวเองหรือพยายามฆ่าตัวตายได้
2. การถูกกีดกันทางสังคม: ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอาจพบกับการถูกปฏิเสธจากสังคมในบางบริบท เช่น การถูกกีดกันในการหางาน การเลือกปฏิบัติในสถานศึกษา หรือการไม่ยอมรับจากครอบครัว
3. การจำกัดโอกาสและการขาดสิทธิที่เท่าเทียม: แม้จะมีการเคลื่อนไหวทางสังคมในการสนับสนุนสิทธิของคนที่มีความหลากหลายทางเพศเพิ่มขึ้น แต่การขาดกฎหมายที่คุ้มครองอย่างชัดเจนทำให้โอกาสในชีวิตหลายอย่างของพวกเขาถูกจำกัด
แนวทางการสร้างความตระหนักเรื่องโฮโมโฟเบียในสังคมไทย
1. การให้ความรู้และเพิ่มความเข้าใจผ่านการศึกษา: การให้การศึกษาเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาต่างๆ จะช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้าใจและยอมรับความแตกต่างได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดทัศนคติเชิงลบและโฮโมโฟเบียในระยะยาว
2. การสนับสนุนจากสื่อและการสร้างภาพลักษณ์ที่ถูกต้อง: สื่อมีบทบาทสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์และการรับรู้ของสังคม การนำเสนอเรื่องราวของคนหลากหลายทางเพศในเชิงบวกจะช่วยสร้างความเข้าใจและลดอคติที่มีต่อคนกลุ่มนี้
3. การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐและกฎหมาย: การออกกฎหมายคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของคนหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจนและการสร้างมาตรการป้องกันการเลือกปฏิบัติจะช่วยส่งเสริมให้สังคมเกิดความเท่าเทียมมากขึ้น
4. การสร้างสังคมที่ให้การยอมรับในทุกๆ พื้นที่: การส่งเสริมวัฒนธรรมที่ยอมรับความหลากหลายทางเพศผ่านการสร้างกิจกรรมและโครงการต่างๆ จะช่วยให้คนหลากหลายทางเพศรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมากขึ้น
แม้วงการแพทย์จะยังไม่สามารถหาสาเหตุแท้จริงได้ชัด มีเพียงคำอธิบายที่พยายามให้เหตุผลกับความกลัวนี้ว่าอาจเกิดจากปมขัดแยังที่ติดค้างในจิตใต้สำนึก สภาพแวดล้อมที่ถูกเลี้ยงดูมาหรือความเชื่อความศรัทธาในหลักคำสอนบางอย่าง
คนที่เป็นโรคโฮโมโฟเบีย – homophobia จะมีการแสดงออกถึงความกลัวที่มีความเกลียดชังผสมปนเป แสดงท่าทางรังเกียจ ใช้คำพูดลดทอนคุณค่า กีดกันคนหลากหลายทางเพศในหน้าที่การงานหรือกิจกรรมทางสังคม และที่เลวร้ายที่สุดคือการทำร้ายร่างกายคนที่มีความหลากหลายทางเพศ
ใครที่สังเกตอาการว่าตนเองอาจจะมีอาการโฟเบีย ควรเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ เพราะหากปล่อยทิ้งไว้นานอาจจะมีอาการอย่างอื่นเช่นโรคซึมเศร้า และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้
หากพบว่าคนในที่ทำงาน เพื่อนที่เรียนด้วยกัน หรือคนที่เรารู้จัก เมื่อพบเจอหรือพูดถึงกลุ่มคนหลากหลายทางเพศแล้วแสดงอาการบางอย่าง เช่น แสดงท่าทางรังเกียจ พูดจาลดทอนคุณค่ากลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นอาการของโรคโฮโมโฟเบีย ควรมีคนที่สามารถให้คำแนะนำเขา ให้เขาได้เข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติก่อนที่จะแสดงอาการถึงขั้นไปทำร้ายผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม โรคดังกล่าวมีน้อยคนที่เข้ารับการรักษา ตรงกันข้ามบางคนมองว่า “รักเพศเดียวกัน” เป็นโรคที่ต้องรักษา บางครอบครัวบังคับลูกหลานให้เข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ บางคนกีดกันความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกัน ใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ ทั้งทางวาจา ทำร้ายร่างกาย
การแสดงออกถึงอาการโฮโมโฟเบียเหล่านี้ ส่งผลให้คนรักเพศเดียวกันต้องหลีกเลี่ยงหลีกหนีสังคม เก็บตัว และบางคนเกิดอาการของโรคซึมเศร้า อันเป็นผลกระทบที่เกิดจากผู้ที่เป็นโรคโฮโมโฟเบีย
ดังนั้น คนในสังคมจึงควรทำความเข้าใจและช่วยกันไม่ให้เกิดการใช้การรุนแรงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด เพื่อให้คนทุกเพศอยู่ร่วมกันได้ เป็นสังคมที่ปราศจากความรุนแรง
ข้อมูลจาก :
– https://www.bbc.com/thai/international-45601603
– https://thethaiger.com/th/news/568860/
– รายงานผลการศึกษาสำรวจสถานการณ์ปัญหาด้านสุขภาวะของกลุ่ม LBT ศึกษาวิจัยโดย ดาราณี ทองศิริ ภายใต้ โครงการ “เสริมสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาบริการสุขภาพที่สอดคล้องกับกลุ่ม Lesbian (หญิงรักหญิง) Bisexual (หญิงรักได้ทั้งสองเพศ) และ Transgender (บุคคลข้ามเพศ)” โดย เครือข่ายสุขภาพและโอกาส (HON) สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ผลการวิจัยพบว่า สิ่งที่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตใจ สุขภาวะทางกาย และสุขภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ของกลุ่ม LBT
เกิดจาก การทำร้ายทางวาจา ใช้คำพูดลดทอนคุณค่า การแสดงท่าทางรังเกียจ การทำร้ายร่างกาย และการกีดกันในหน้าที่การงานและกิจกรรมทางสังคม